การฝึกอบรมพนักงาน

การฝึกอบรมพนักงานใหม่ พร้อม 5 เทคนิคสำหรับ HR โดยเฉพาะ

หัวข้อการอบรมพนักงานบริษัทที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ พร้อมตัวอย่างหัวข้อที่สำคัญ การฝึกอบรมพนักงานเป็นสิ่งที่คนในองค์กรต้องตระหนักและให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เราลำดับความสำคัญในกระบวนการฝึกอบรมนี้ได้ดี ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนอบรมก็จะต้องผ่านหลักสูตรอบรมพนักงาน ฝึกฝนทักษะ กิจกรรมต่าง ๆ มาไม่น้อยเช่นเดียวกัน นั่นก็เป็นเพราะต้องการให้พนักงานใหม่เข้าถึงวัฒนธรรมขององค์กรได้มากที่สุด ตัวอย่างหัวข้อสำคัญที่ต้องฝึกอบรมสำหรับพนักงานทุกแผนก คือ การบริการด้วยใจ ( service mind ) ,การสานสัมพันธ์พนักงานในองค์กร ,หลักสูตรการสื่อสารและการประสานงาน เป็นต้น ไม่เพียงแค่ให้พนักงานปรับตัวเข้ากับบริษัทได้ง่าย การสื่อสารราบรื่น แต่ยังช่วยให้คนที่เข้ามาทำงานใหม่รู้สึกประทับใจ เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร เป้าประสงค์ของบริษัท เพื่อการขับเคลื่อนจะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน นอกจากนั้นยังเกิดความรู้สึกที่ดีต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟังอีกทางหนึ่งด้วย และต่อไปนี้คือ 5 วิธีสำหรับ HR ผู้รับผิดชอบในการปฐมนิเทศเด็กใหม่ ที่ไม่ควรมองข้าม

หลักสูตรการอบรมพนักงาน
  1. อย่าทำให้รู้สึกอึดอัดหรือรู้สึกเครียดจนเกินไป
    การอบรมพนักงานในองค์กรของบริษัทที่ดี จะต้องทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด เพราะโดยปกติคนเราย่อมเกิดความประหม่า ไม่มั่นใจในตัวเอง เมื่อต้องมาเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย บวกกับคนแปลกหน้าอีกมากมาย ในขั้นตอนการรับน้อง จึงต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่สร้างความกดดัน หรือทำให้รู้สึกเครียด เพราะนั่นจะส่งผลต่อความรู้สึกด้านลบในระยะยาว
  2. ปูพื้นฐานความรู้ให้ก่อนเข้าใจกระบวนการทำงาน
    การปูพื้นฐานความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนที่เข้ามาทำงานใหม่ รู้วิธีในการทำงาน เข้าใจงานได้ง่ายขึ้น เรียกว่าเป็น Basic Technical Skill ที่พนักงานในบริษัทต้องช่วยกันแนะนำ โดยเฉพาะหัวหน้าแผนก ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของ HR เพียงอย่างเดียวเท่านั้น การปูพื้่นฐานที่ดี ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรอบรมการบริการในฝ่ายต่าง ๆ เพราะจะทำให้หน่วยงานไม่เสียเวลาไปมากกว่าเดิม หลังจากทำความเข้าใจแล้ว ก็สามารถส่งพนักงานเข้าสู่กระบวนการของการทำงานเบื้องต้นได้ หลังจากนั้นก็ติดตามดูแลอยู่ห่าง ๆ ส่วนไหนที่เห็นว่ายังทำได้ไม่ดีพอก็ค่อยเข้าไปช่วยเหลือและให้คำแนะนำ
  3. บอกเล่าถึงวัฒนธรรมองค์กรและความเป็นมาคร่าว ๆ
    คนที่เข้ามาสมัครจนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร อาจจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทแบบผิด ๆ มาบ้าง ดังนั้นการแนะนำวัฒนธรรม และข้อกำหนดการใช้ชีวิตประจำวันภายในบริษัทให้พวกเขาได้รู้กันด้วยข้อมูลที่เป็นจริง จะได้ช่วยให้การปรับตัวทำได้ง่าย ซึ่งในส่วนนี้ยังต้องมีการบอกเล่าถึงสวัสดิการที่จะได้รับ ค่าล่วงเวลา ระเบียบวินัย สิทธิ์ในการลา และระยะเวลาในการทดลองงาน เป็นต้น
  4. ใส่ใจกับพนักงานใหม่ราวกับเขาเป็นคนคุ้นเคยในองค์กร
    การอบรมที่ดีจะต้องไม่ทำเหมือนกับว่าคนที่เป็นเด็กใหม่เข้ามาทำงานในบริษัทเป็นคนแปลกหน้า ให้เขานั่งรอราวกับมาสมัครงาน เดินผ่านไปผ่านมาโดยไม่ใส่ใจ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้จะส่งผลให้พนักงานรู้สึกไม่ค่อยดี เป็นการต้อนรับที่ไม่น่าประทับใจตั้งแต่แรกพบ แน่นอนว่ารู้สึกไม่อบอุ่นเอาเสียเลยด้วย แม้จะยังไม่ถึงเวลารับน้องจริง ๆ ก็ตามที พนักงานในบริษัทรวมไปถึง HR จะต้องทำหน้าที่ใส่ใจพนักงานให้เหมือนกันพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมานาน การดูแลแบบพี่น้อง หรือเพื่อน แบบนี้จะทำให้เกิดความประทับใจ ได้ประโยชน์กลับเข้าสู่บริษัท นั่นก็คือความรู้สึกที่ดี การผูกสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้เร็ว ทำให้เกิดความรักในองค์กร ผลงานที่ออกมาก็มาจากความตั้งใจในการทำงานได้อีกด้วย
  5. เน้นย้ำสิ่งที่สำคัญของบริษัท
    ความรู้ที่มือใหม่จะต้องมีเมื่อเข้ามาทำงานภายในบริษัท หรือวินัยสำคัญที่ทุกคนต้อง หากเป็นสิ่งที่พนักงานใหม่ต้องรู้ มีความจำเป็นและมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน โดยเฉพาะในช่วงทดลองงาน พยายามพูดเน้นย้ำให้มาก เพื่อให้พวกเขาซึมซับเอาไว้ว่านี่คือสิ่งที่จะต้องทำ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้พนักงานมีคุณภาพ อยู่ภายใต้มาตรฐานการทำงานที่เหมาะสม สอดคล้องกับรูปแบบขององค์กร โดยใช้วิธีพูดเชิงบวก ให้เกิดการตระหนักรู้ด้วยตัวเอง แบบไม่ใช่เป็นคำสั่ง เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านเอาได้

ตัวอย่างการฝึกอบรมพนักงานข้างต้นเป็นวิธีการฝึกอบรมพนักงานใหม่สำหรับบริษัทต่าง ๆ สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม โดยระยะเวลาอย่างน้อยจะอยู่ที่ 3-7 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ และเข้ากับองค์กรได้ง่าย ที่สำคัญการพูดด้วยหลักจิตวิทยา ยังกระตุ้นให้เหล่าเด็กใหม่ซึมซับความรู้สึก จดจำความรู้ต่าง ๆ ของผู้พูด นำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ตรงตามมาตรฐานที่บริษัทวางเอาไว้ได้มากขึ้นด้วย

ไอเดียเกมนันทนาการ

ไอเดียเกมนันทนาการที่น่าสนใจ สำหรับสร้างทีมเวิร์คสู่องค์กร

เกมนันทนาการละลายพฤติกรรม สำหรับองค์กรหรือบริษัท ออกแบบหลักสูตรเพื่อเป็น เกมส์สร้างความสัมพันธ์ ให้สนุกมีหลากหลายแบบทั้งแบบไม่ใช้อุปกรณ์ กลางแจ้งหรือในร่ม เพื่อสร้างทีมเวิร์คให้กับพนักงานในปัจจุบัน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีผลลัพธ์ที่โดดเด่นไปในด้านใดด้านหนึ่งต่างกัน เช่น บางกิจกรรมก็เน้นเพื่อให้เกิดความสามามัคคี ขณะที่ในอีกกลุ่มกิจกรรมก็ต้องการเน้นสร้างความคิดสร้างสรรค์ แบบนี้เป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทอยากได้เป้าหมายแบบไหนเป็นพิเศษ

เกมนันทนาการละลายพฤติกรรมจำเป็นแค่ไหน?

ถ้าจะถามว่าการละลายพฤติกรรมเพื่อสร้างทีมเวิร์คนั้นสำคัญแค่ไหน ก็อาจจะบอกได้เลยว่าเป็นหนึ่งในหัวใจของการสร้างฐานธุรกิจให้มีความมั่นคง เกิดความรัก ความสามัคคีภายในองค์กรได้อย่างมากมาย มีประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและต่อบริษัทได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว
ลองย้อนมองดูว่าถ้าทุกคนที่มาเข้าทำงาน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ต่างคนต่างทำหน้าที่ ไม่รู้ชื่อแซ่ ไม่พูดคุย (อาจมีคุยบ้างกับเพื่อนโต๊ะข้าง ๆ ที่เป็นได้แค่เพื่อนร่วมงาน) เวลาพักเที่ยงก็นั่งโต๊ะกินข้าวของใครของมัน ตอนคุยงานก็จะเก้ ๆ กัง ๆ ไม่ค่อยกล้าตอบหรือออกความเห็น เป็นแบบนี้ย่อมทำให้ระบบทำงานขององค์กรล่าช้า ล้มเหลว งานที่ออกมาไม่ได้ประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้กิจกรรมสร้างสรรค์นันทนาการแบบนี้ เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวช่วยสร้างความรู้สึก "สนิทใจ" ให้กันและกัน ไม่ใช่แค่พนักงาน แต่ไล่ตั้งแต่ระดับผู้บริหารข้างบนลงมาถึงแม่บ้านกันเลยก็ได้ เมื่อความเป็นกันเองเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสมแล้ว ความราบรื่นในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ก็ย่อมมีประสิทธิภาพที่น่าพอใจตามมา

เกมนันทนาการ

กิจกรรมเกมส์ละลายพฤติกรรมที่น่าสนใจ

ด้วยความสำคัญของกิจกรรมเหล่านี้ ลองมาดูกันดีกว่าว่ากิจกรรมแบบไหนที่น่าสนใจ แล้วผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นจะช่วยให้องค์กรได้รับผลตอบรับในการทำงานของพนักงานทุกคนภายในออฟฟิศได้อย่างที่ต้องการหรือไม่?

1.ปาร์ตี้มื้อกลางวันแบบปิ่นโต

เป็นกิจกรรมที่ชวนผ่อนคลายและน่าสนใจไม่น้อย เปลี่ยนจากมื้อเที่ยงที่ทุกคนในออฟฟิศจะต้องเดินออกไปหาข้าวกินข้างนอกแบบจับกลุ่มใครกลุ่มมัน เป็นการนั่งล้อมวงกินข้าวร่วมกัน โดยมีเงื่อนไขคือการทำอาหารมาจากบ้าน ห่อปิ่นโตมาเท่าที่ได้ แล้วเอามาแบ่งปันกันกินภายในออฟฟิศทั้งหมด! รวมไปถึงหัวหน้าและผู้บริหารที่ควรลงมาร่วมวงด้วย วันแรก ๆ อาจจะทำให้รู้สึกเขินอาย
แต่บอกเลยว่าพอผ่านไปสักพัก จะช่วยทำให้พนักงานคุ้นชินกันมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือความสนิทสนม ทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นคนรู้จัก เป็นเพื่อนที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องมากขึ้น ซึ่งสามารถทำกิจกรรมในลักษณะแบบนี้ในช่วงแรกถี่หน่อย พอผ่านไปสักระยะ เมื่อตัวของพนักงานเริ่มมีความสนิทกันมากขึ้นแล้ว ทีนี้ก็ค่อย ๆ ลดความถี่ลง อาจเป็นเดือนละครั้ง เพื่อให้กลายเป็นวัฒนธรรมเก๋ ๆ ขององค์กรที่ทุกคนรู้ว่าถ้ามาทำงานที่นี่ จะต้องมีกิจกรรมแบบนี้อยู่

2.กิจกรรมทายชื่อ

การจำชื่อเพื่อนในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เอาแค่ 5 คนที่อยู่รอบโต๊ะทำงานก็ว่ายากแล้ว แต่ถ้าต้องรู้จักกับทุกคนในออฟฟิศกว่า 20 ชีวิต ก็ดูจะยากมากเลยทีเดียว ดังนั้นไอเดียหนึ่งที่น่าสนใจ แถมเป็นเกมนันทนาการไม่ใช้อุปกรณ์ การเริ่มเล่นใช้วิธีปิดตาแต่ละคนที่ต้องทายชื่อ แล้วให้อีกคนพูดด้วยเสียงของตัวเองออกมา จากนั้นคนที่ปิดตาก็ทายว่า เสียงนี้น่าจะเป็นใคร ทั้งนี้ควรมีรางวัลสักเล็กน้อยเป็นเครื่องดึงดูดใจ รับรองว่าการจำชื่อคนในออฟฟิศได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้การทำงานระหว่างบุคคลมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น

3.ออกไปสัมผัสธรรมชาติพักค้างแรม

กิจกรรมละลายพฤติกรรมที่เป็นเกมกลางแจ้งแบบนี้ สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ โดยเน้นเป็นการพาพนักงานออกไปทำกิจกรรมต่างจังหวัด เน้นได้สัมผัสกับธรรมชาติ อย่างทะเล ภูเขา หรือน้ำตก เป็นการสร้างเกมที่ให้พนักงานได้หยุดพัก เน้นการผ่อนคลาย มีค้างคืนสัก 2-3 วัน เป็นมาตรฐานที่จะช่วยให้สามารถรังสรรค์หากิจกรรมระหว่างวันมาทำร่วมกันได้ ตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงค่ำ ซึ่งมักจะเป็นการละเล่นรอบกองไฟที่น่าสนุก ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้กับกลุ่มพนักงาน ห้องนอนแบ่งแยกชายหญิง ถ้าให้ดีแนะนำเป็นห้องนอนรวมสัก 4-6 คน จะได้รู้วิธีการอยู่ร่วมกัน การใช้ชีวิตใกล้ชิดกันแบบ 24 ชั่วโมง จะช่วยให้พนักงงานมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นได้
ด้วยไอเดียเหล่านี้ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบไม่ใช้อุปกรณ์ หรือจะเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง และในร่มตามเหมาะสมกับสไตล์ของเกมส์นั้น ๆ ที่ต้องการละลายพฤติกรรม ทลายช่องว่างของการทำงาน หลังจากนั้นจะได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หากการวางแผนสร้างทีมที่แข็งแกร่งเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง รับรองว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน